ไม่ใช่แค่ คน หมา และกาแฟ Pai love ตอน 1
posted on 07 Jan 2008 10:40 by puengmim
"ร้านกาแฟในสายหมอก" ฉันมักจะเรียกมันเช่นนั้น ไม่เคยจำได้หรืออาจจะแกล้งลืมไปแล้วว่าชื่อจริงๆ ของร้านนี้ คืออะไร
เสียงดนตรีคลอเบาๆ ทำให้ที่นี่ไม่เงียบเหงาจนเกินไป บางทีมนุษย์ก็กลัวความเหงาเกินกว่าที่จะอยู่อย่างเงียบๆ คนเดียว เราจึงต้องมี วิทยุ TV และWalkman ฉันนั่งดื่มกาแฟต่อไปเรื่อยๆ วันนี้เหมือนกับเมื่อวาน เมื่อวันก่อนและทุกๆ วันที่ผ่านมา แตกต่างกันที่วันนี้เมื่อฉันที่ลืมตาตื่นสรรพเสียงรอบข้างเงียบเชียบกว่าที่เคย
ไม่มีเสียงหมาเห่า ไม่มีเสียงรถวิ่ง ไม่มีเสียงพูดคุยจอแจไม่มีเสียงเครื่องจักรของโรงงานขนาดเล็๋กข้างๆ ห้องเช่าเหมือนที่เคยดังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน วันนี้ฉันได้ยินเพียงเสียงความคิดในหัวตัวเอง
ตอนเช้าฉันจะเดินออกจากบ้านเช่ามาที่ "ร้านกาแฟในสายหมอก" แห่งนี้เพื่อละเลียดกาแฟแกล้มกับแดดอุ่น
"หนาวไม๊" พี่เรียวเจ้าของร้านผิวขาว รูปร่างบอบบางตามประสาสาวเหนือ ทักทายฉันอย่างคุ้นเคย
"ไม่หรอก นั่งผิงแดดอย่างนี้อุ่นสบายดี" ฉันพูดยิ้มๆ
"มาอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว พี่เห็นเรามาทุกวันเลย" พี่เรียวพูดขณะสาละวนกับการขยับหนังสือ ปัดกวาดวุ่นบนชั้นวาง จัดนู่นนี่
"ไม่รู้เหมือนกันค่ะ" ฉันเปล่าตอบกวนพี่เรียวแต่อย่างใด ตั้งแต่เดินทางมาถึงที่นี่ฉันก็ลืมไปแล้วว่าปฏิทินมีหน้าตาอย่างไร
การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มันทำให้ฉันลืมไปว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร และวันนี้มีตัวเลขใดในปฏิทิน
"เจอเค้ามั่งมั้ย"
"พี่หมายถึง............ต้นรึเปล่า"
พี่เรียววางมือจากการจัดข้าวของหันมาทางฉัน ตั้งท่าคุยอย่างจริงจัง
"ไม่หรอก" ฉันพูดพลางส่ายหน้า เสก้มลงจิบกาแฟและมองไปทางอื่น
ความเงียบเกิดขึ้นชั่วอึดใจระหว่างการสนทนานั้น
"คงไปถ่ายรูปอยู่ที่ไหนล่ะมั้ง หนาวนี้พี่ยังไม่เจอต้นเลย รู้สึกแปลกๆ ส่วนใหญ่พอเริ่มหนาวเป็นได้เห็นหน้าเจ้าต้นโผล่มาตลอด"
ฉันยังคงนิ่งฟังพี่เรียวพูด นิ่งฟังโดบปราศจากคำพูดใดๆ ทั้งในเชิงบอกเล่าและปฏิเสธ
+++++
นึกไปถึงหนาวนี้ของปีก่อนในร้านกาแฟของพี่เรียว
.
.
.
"มันเป็นเรื่องที่เราก็รู้กันอยู่ ทั้งคุณและผม เรารู้ดี"
"ใช่เรารู้ดี แต่มันช้าไปแล้วรึเปล่า ถ้าคุณจะมาพูดเรื่องนี้เอาตอนนี้"
"ฉันหมายถึงว่ามันอาจจะช้าเกินไปที่จะพูดหรืออธิบายถึงสิ่งที่เลยผ่านไปแล้ว"
"คุณยังเป็นกวี.......เหมือนเดิมนะ" คนพูดยกกาแฟขึ้นจิบ กระตุกมุมปากคล้ายกำลังยิ้มเยาะ
"คุณกำลังจะบอกว่าฉันยังพูดอะไรที่คุณไม่เข้าใจเหมือนเดิม"
ประโยคนี้เล่นเอาเขายิ้มกว้างก่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบเป็นครั้งที่สอง
"คุณจะทำยังไงกับชีวิตต่อไป"
"ไม่รู้สิ"
"ฉันเปล่ากวนนะ เพียงแต่ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป อยากอยู่เงียบๆ ไม่รีบ นั่ง นอน ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ"
"คุณก็รู้ว่าชีวิตจริงๆ เราทำแบบนั้นไม่ได้"
"เราต้องกิน ต้องใช้ ต้องสังสรรค์ ต้องอัพเดทแฟชั่น ต้องมีสังคม"
.
.
เขาวางกาแฟลง และมองหน้าฉันอย่างจริงจัง
"เมื่อวานยังไง วันนี้ก็ไม่เปลี่ยนนะ"
"นิสัยแบบนี้มันกลายเป็นสันดานของฉันไปแล้วน่ะ"
"อุ้ยน่ารักจัง มานี่มะ มานี่ มานี่"
เหมือนระฆังช่วยชีวิตเจ้าขาวหมาพุดเดิ้ลขนฟู ของพี่เรียววิ่งมาที่โต๊ะเราพอดี ฉันจึงหันไปสนใจมันแทนที่การสนทนาที่กำลังจะออกรสชาด
ตาคมเขม่นมองฉันที่หยอกเย้าหมาพุดเดิ้ลอย่างเอือมระอา
"คุณก็เป็นซะแบบนี้..........."
.
.
.
++++++++
"ในบรรดามนุษย์โลกไม่มีใครอยากสูญเสียและโดดเดี่ยว"
ฉันรู้ซึ้งถึงประโยคนี้ในหน้าหนาวของหลายปีก่อน
"มานั่งนี่ไหม๊ นั่งใกล้ๆ กัน อุ่นดี" คนพูดว่าพลางขยับเก้าอี้อีกตัวมาตั้งข้างๆ ฉันย้ายตัวเองลงบนเก้าอี้พลางเอนแนบหัวไหล่คนข้างๆ คนถูกพิงเอียงหน้ามาหอมหน้าผากเบาๆ มืออุ่นเอื้อมโอบเข้าที่เอว
"เห็นไหม๊ อุ่นจริงๆ......"
เรายกกาแฟขึ้นจิบมองตรงไปยังถนนในสายหมอกข้างหน้า เช้าๆ แบบนี้มีผู้คนออกมาเดินสัมผัสไอหนาวกันประปราย บ้างอยู่หน้าร้านโปสการ์ด บ้างนั่งสนทนาในร้านกาแฟ
คู่ของเรานั่งอิงแอบกันเงียบๆ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครถาม
เจ้าขาวหมาพุดเดิ้ลขนฟูมาเดินวนเวียนที่พันขาของฉันสองรอบเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจมันก็เดินจากไปที่โต๊ะอื่นแทน
ดูเหมือนเวลาจะเคลื่อนผ่านอย่างเนิบช้าเวลาที่ฉันอยากจะหยุดเอาไว้ให้มันเป็นเช่นนี้ไปชั่วนิรันดร
.
.
.
.
.
#1 By VAR on 2008-01-07 14:17