"ร้านกาแฟในสายหมอก" ฉันมักจะเรียกมันเช่นนั้น ไม่เคยจำได้หรืออาจจะแกล้งลืมไปแล้วว่าชื่อจริงๆ ของร้านนี้ คืออะไร

เสียงดนตรีคลอเบาๆ ทำให้ที่นี่ไม่เงียบเหงาจนเกินไป บางทีมนุษย์ก็กลัวความเหงาเกินกว่าที่จะอยู่อย่างเงียบๆ คนเดียว เราจึงต้องมี วิทยุ TV และWalkman  ฉันนั่งดื่มกาแฟต่อไปเรื่อยๆ วันนี้เหมือนกับเมื่อวาน เมื่อวันก่อนและทุกๆ วันที่ผ่านมา แตกต่างกันที่วันนี้เมื่อฉันที่ลืมตาตื่นสรรพเสียงรอบข้างเงียบเชียบกว่าที่เคย

 ไม่มีเสียงหมาเห่า ไม่มีเสียงรถวิ่ง ไม่มีเสียงพูดคุยจอแจไม่มีเสียงเครื่องจักรของโรงงานขนาดเล็๋กข้างๆ ห้องเช่าเหมือนที่เคยดังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน วันนี้ฉันได้ยินเพียงเสียงความคิดในหัวตัวเอง


ตอนเช้าฉันจะเดินออกจากบ้านเช่ามาที่ "ร้านกาแฟในสายหมอก" แห่งนี้เพื่อละเลียดกาแฟแกล้มกับแดดอุ่น

 

"หนาวไม๊"   พี่เรียวเจ้าของร้านผิวขาว รูปร่างบอบบางตามประสาสาวเหนือ ทักทายฉันอย่างคุ้นเคย

 

"ไม่หรอก นั่งผิงแดดอย่างนี้อุ่นสบายดี" ฉันพูดยิ้มๆ

 

"มาอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว พี่เห็นเรามาทุกวันเลย" พี่เรียวพูดขณะสาละวนกับการขยับหนังสือ ปัดกวาดวุ่นบนชั้นวาง จัดนู่นนี่

 

"ไม่รู้เหมือนกันค่ะ" ฉันเปล่าตอบกวนพี่เรียวแต่อย่างใด ตั้งแต่เดินทางมาถึงที่นี่ฉันก็ลืมไปแล้วว่าปฏิทินมีหน้าตาอย่างไร
 การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มันทำให้ฉันลืมไปว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร และวันนี้มีตัวเลขใดในปฏิทิน

 

"เจอเค้ามั่งมั้ย"

 

"พี่หมายถึง............ต้นรึเปล่า"

 

พี่เรียววางมือจากการจัดข้าวของหันมาทางฉัน ตั้งท่าคุยอย่างจริงจัง

 

"ไม่หรอก" ฉันพูดพลางส่ายหน้า เสก้มลงจิบกาแฟและมองไปทางอื่น

 

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วอึดใจระหว่างการสนทนานั้น

 

"คงไปถ่ายรูปอยู่ที่ไหนล่ะมั้ง หนาวนี้พี่ยังไม่เจอต้นเลย  รู้สึกแปลกๆ ส่วนใหญ่พอเริ่มหนาวเป็นได้เห็นหน้าเจ้าต้นโผล่มาตลอด"

 

ฉันยังคงนิ่งฟังพี่เรียวพูด นิ่งฟังโดบปราศจากคำพูดใดๆ ทั้งในเชิงบอกเล่าและปฏิเสธ

 

+++++

 

นึกไปถึงหนาวนี้ของปีก่อนในร้านกาแฟของพี่เรียว

.
.
.

"มันเป็นเรื่องที่เราก็รู้กันอยู่  ทั้งคุณและผม เรารู้ดี"

 

"ใช่เรารู้ดี แต่มันช้าไปแล้วรึเปล่า ถ้าคุณจะมาพูดเรื่องนี้เอาตอนนี้"

 

"ฉันหมายถึงว่ามันอาจจะช้าเกินไปที่จะพูดหรืออธิบายถึงสิ่งที่เลยผ่านไปแล้ว"

 

"คุณยังเป็นกวี.......เหมือนเดิมนะ" คนพูดยกกาแฟขึ้นจิบ กระตุกมุมปากคล้ายกำลังยิ้มเยาะ

 

"คุณกำลังจะบอกว่าฉันยังพูดอะไรที่คุณไม่เข้าใจเหมือนเดิม"

 

ประโยคนี้เล่นเอาเขายิ้มกว้างก่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบเป็นครั้งที่สอง

 

"คุณจะทำยังไงกับชีวิตต่อไป"

 

"ไม่รู้สิ" 

"ฉันเปล่ากวนนะ เพียงแต่ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป อยากอยู่เงียบๆ ไม่รีบ นั่ง นอน ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ"


 
"คุณก็รู้ว่าชีวิตจริงๆ เราทำแบบนั้นไม่ได้"

"เราต้องกิน ต้องใช้ ต้องสังสรรค์ ต้องอัพเดทแฟชั่น ต้องมีสังคม"


.
.
เขาวางกาแฟลง และมองหน้าฉันอย่างจริงจัง

"เมื่อวานยังไง วันนี้ก็ไม่เปลี่ยนนะ"

 

"นิสัยแบบนี้มันกลายเป็นสันดานของฉันไปแล้วน่ะ"

"อุ้ยน่ารักจัง มานี่มะ มานี่ มานี่" 

เหมือนระฆังช่วยชีวิตเจ้าขาวหมาพุดเดิ้ลขนฟู ของพี่เรียววิ่งมาที่โต๊ะเราพอดี ฉันจึงหันไปสนใจมันแทนที่การสนทนาที่กำลังจะออกรสชาด

 ตาคมเขม่นมองฉันที่หยอกเย้าหมาพุดเดิ้ลอย่างเอือมระอา

"คุณก็เป็นซะแบบนี้..........."


.
.


.
++++++++

"ในบรรดามนุษย์โลกไม่มีใครอยากสูญเสียและโดดเดี่ยว"

 

ฉันรู้ซึ้งถึงประโยคนี้ในหน้าหนาวของหลายปีก่อน

 

"มานั่งนี่ไหม๊ นั่งใกล้ๆ กัน อุ่นดี" คนพูดว่าพลางขยับเก้าอี้อีกตัวมาตั้งข้างๆ  ฉันย้ายตัวเองลงบนเก้าอี้พลางเอนแนบหัวไหล่คนข้างๆ คนถูกพิงเอียงหน้ามาหอมหน้าผากเบาๆ มืออุ่นเอื้อมโอบเข้าที่เอว

 

"เห็นไหม๊ อุ่นจริงๆ......"


เรายกกาแฟขึ้นจิบมองตรงไปยังถนนในสายหมอกข้างหน้า เช้าๆ แบบนี้มีผู้คนออกมาเดินสัมผัสไอหนาวกันประปราย บ้างอยู่หน้าร้านโปสการ์ด บ้างนั่งสนทนาในร้านกาแฟ

 

คู่ของเรานั่งอิงแอบกันเงียบๆ  ไม่มีใครพูด ไม่มีใครถาม

 

เจ้าขาวหมาพุดเดิ้ลขนฟูมาเดินวนเวียนที่พันขาของฉันสองรอบเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจมันก็เดินจากไปที่โต๊ะอื่นแทน

 

ดูเหมือนเวลาจะเคลื่อนผ่านอย่างเนิบช้าเวลาที่ฉันอยากจะหยุดเอาไว้ให้มันเป็นเช่นนี้ไปชั่วนิรันดร

.


.


.


.


.

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เข้าใจค่ะbig smile

#1 By VAR on 2008-01-07 14:17

surprised smile

#2 By indy : ★ heineken on 2008-01-07 21:57

ดีจังbig smile

#3 By เส้นขอบฟ้า on 2008-01-11 14:54